Blog

สีนี้ไม่ให้ใช้! เซเรีย อา สั่งแบนชุดสีเขียวเริ่มตั้งแต่ซีซั่น 2022/23

เซเรีย อา อิตาลี จัดแจงออกกฏใหม่ห้ามทุกทีมในลีกใส่ชุดแข่งที่มีสีเขียวลงไปในสนาม เริ่มใช้ตั้งแต่ฤดู 2022/23 เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลก่อกวนการถ่ายทอดสด Football Italia สื่อดังจากแดนมักกะโรนี แถลงการณ์ว่า เซเรีย อา ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องแต่งตัวอีกรอบ เพื่อกล้องถ่ายทอดสดปฏิบัติงานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และก็อำนวยความสะดวกต่อคนที่เป็นโรคตาบอดสี รายงานกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงคราวนี้เหมาและก็ เสื้อ กางเกง และก็ถุงเท้า ที่ห้ามใส่สีเขียวทั้งโทนเข้มและก็อ่อน ส่วนในเรื่องที่ชุดชิงชัยมีมากยิ่งกว่า 2 สี จำเป็นที่จะต้องให้สีอื่นมีความสะดุดตากว่าสีเขียวเพียงแค่นั้น และก็จะมีการบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ฤดู 2022/23 เป็นต้นไป โดย เซเรีย อา ตัดสินใจประกาศให้รู้ตั้งแต่ฤดูนี้เพื่อทุกทีมมีเวลาเตรียมตัว จากการประกาศกฎดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แน่นอนว่าชมรมที่ได้รับผลกระทบเยอะที่สุดในลีกก็คือ ซัสซูโอโล ที่ชุดแข่งหลักเป็นสีเขียวนั่นเอง

Read More

เมื่อ “3 แข้งบราซิล” เลือกสวมเสื้ออิตาลียึดแชมป์ยูโร 2020

แม้ว่ากองทัพลูกหนัง “แซมบ้า” บราซิล จะชวดครอบครองแชมป์ระดับทวีปบนดินแดนของตนเอง เพราะพลาดท่าแพ้ “ฟ้าขาว” ประเทศอาร์เจนตินา 0-1 ในศึกบอลชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ วัวปา อเมริกา 2021 รอบชิงแชมป์ ที่ประเทศบราซิล กลับมีนักเตะสายโลหิตบราซิลถึง 3 ผู้ที่ได้สังสรรค์แชมป์ระดับทวีปบนดินแดนยุโรป เพราะได้โอนสัญชาติไปร่วมกองทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” อิตาลี ชุดแชมป์ยูโร 2020 ไล่ตั้งแต่ จอร์จินโญ่, เอแมร์ซอน พัลมิเอรี และ ราฟาเอล โตลอย นั่นเอง ในศึกยูโร 2020 มีนักเตะสายโลหิตบราซิลโอนสัญชาติไปรับใช้ทีมลูกหนังในทวีปยุโรปทั้งผอง 6 คน ดังเช่นว่า เปกระเป๋า แนวรับทีมชาติประเทศโปรตุเกส, มาริโอ แฟร์นันเดส แนวรับทีมชาติรัสเซีย, มาร์ลอส ปีกขวาทีมชาติยูเครน และ 3 นักเตะทีมชาติอิตาลีตามรายชื่อข้างต้น โดยทั้ง 6 คนที่ใครๆก็รู้จักกล่าวเกิดที่ประเทศบราซิลทั้งผองเลยด้วย แต่มีอยู่หนึ่งผู้ที่ไม่เคยผ่านการลงเล่นให้สมาพันธ์บอลในประเทศบราซิลมาก่อนเลย นั่นก็คือ จอร์จินโญ่ เพราะได้ย้ายมาปักหลักถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศอิตาลีตั้งแต่ขณะที่แก่เพียงแค่ 15 ปี และได้รับสัญชาติเป็นชาวอิตาเลียนตามบรรพบุรุษด้วยนั่นเอง หลังจากนั้นได้เริ่มอาชีพค้าลำแข้งกับ เวโรท้องนา ในตำแหน่งมิดฟิลด์เมื่อปี 2010 และย้ายไปสร้างชื่อกับ ท้องนาโปลี ก่อนจะย้ายลงหลักปักฐานกับ เชลซี ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงเดี๋ยวนี้ ดังนี้ จอร์จินโญ่ ได้ถูกเรียกมารับใช้กองทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” มาตั้งแต่ปี 2016 ส่วนในรายของ เอแมร์ซอน เคยค้าลำแข้งในบราซิลกับ ซานโตส มาก่อน แต่ได้ย้ายมาสร้างชื่อกับ โรม่า ในปี 2015 และได้โอนสัญชาติเพื่อไปใส่เสื้อสีน้ำเงินตั้งแต่ปี 2018 ตอนที่ โตลอย พึ่งจะได้สัญชาติในช่วงต้นปี 2021 ภายหลังที่อยู่ปักหลักยืนเล่นเป็นกองข้างหลังของ อตาลันตา มานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ซานโตส ในบ้านเกิดเมื่อปี 2015 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีนักเตะสายโลหิตบราซิลที่ได้โอนสัญชาติไปครอบครองแชมป์ยุโรปมาแล้วถึง 2 คน เริ่มจาก มาร์กอส เซนท้องนา ได้จารึกชื่อเป็นคนแรกเมื่อขณะที่สวมบทเป็นกองกึ่งกลางทีมชาติสเปนชุดแชมป์ยูโร 2008 ส่วน เปกระเป๋า ตามมาเป็นผู้ที่ 2 โดยสวมบทเป็นกองข้างหลังทีมชาติประเทศโปรตุเกสชุดแชมป์ยูโร 2016 เท่ากับว่าเดี๋ยวนี้มีนักเตะสายโลหิตบราซิลที่ได้โอนสัญชาติไปครอบครองแชมป์ยุโรปเพิ่มเป็น 5 รายแล้ว เนื่องด้วย จอร์จินโญ่, เอแมร์ซอน และ โตลอย แปลงเป็นอีก 3 ลำแข้งแซมบ้าที่ได้เข้าทำเนียบนี้กันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาร่วมใจ เพราะได้ใส่เสื้อของกองทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” สังสรรค์แชมป์ยูโร 2020 ไปหมาดๆ

Read More

พวกไม่ยินยอม! แฟนอังกฤษกว่า 1 แสนคนร่วมลงลายมือชื่อนัดชิงยูโร 2020 จะต้องแข่งใหม่

ผ่านมาแล้ว 3 วัน สำหรับนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2020 ที่ผลสรุปเป็น กลุ่มชาติอิตาลี ดวลจุดลูกโทษชนะ กลุ่มชาติอังกฤษ ไป 3-2 ข้างหลังเท่ากันในเวลา 120 นาที 1-1 เถลิงแชมป์ยูโรสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ท่ามกลางความผิดหวังของกองเชียร์สิงโตคำรามในสนามเวมบลีย์ ปัจจุบัน มีแถลงการณ์ว่าแฟนบอลกลุ่มชาติอังกฤษกว่า 1 แสนคนได้พากันร่วมลงชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อขอให้ ยูฟ่า กระทำการรีแมตช์นัดชิงชนะเลิศใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุผลหลักว่า เชิ้ตดำในเกมนี้ตัดสินไม่แฟร์ โดยแฟนบอลอังกฤษมุ่งเป้าจู่โจมไปที่ บียอร์น ไคเปอร์ส ผู้ตัดสินคนเนเธอร์แลนด์ ที่ในมุมมองของแฟนบอลผู้ดีนั้นบอกว่าตัดสินผิดพลาดหลายจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ จอร์จิโอ คิเอลลินี ดึงเสื้อของ บูกาโย ซากา ที่ควรจะให้ใบแดงแม้กระนั้นก็ให้เพียงแค่ใบเหลือง รวมทั้งจังหวะที่ จอร์จินโญ่ ย่ำใส่ แจ็ค กรีลิช ก็ต้องเป็นใบแดงด้วยเหมือนกัน จนถึงในตอนนี้ มีคนรักบอลอังกฤษกว่า 100,000 คนไปร่วมลงชื่อใน change.org เว็บที่มีไว้สำหรับสร้างแคมเปญต่างๆเรียกร้องให้ อังกฤษ กับ อิตาลี ได้แข่งกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งเว้นเสียแต่พวกเขาคิดว่ากรรมการเป่านกหวีดแบบไม่เป็นธรรมแล้ว ยังกำหนดเพิ่มเพราะ กลุ่มชาติอิตาลีเล่นแรงเกินไป โดยใช้คำว่า “ดึง, ผลัก, เตะ” ใส่ผู้เล่นกลุ่มชาติอังกฤษ อย่างไรก็ดี การร่วมลงชื่อคราวนี้คงเป็นไปได้เพียงแค่การแสดงออกทางความคิดเห็นเพียงแค่นั้น ซึ่งทาง ยูฟ่า เองคงไม่มีการตอบกลับคำเรียกร้องนี้อะไร

Read More

ไขปัญหา! “เซาธ์เกต” เปิดใจเลือก 3 ดาวรุ่ง ลงมายิงจุดโทษในเกมสุดบีบคั้น

“สิงโตคำราม” กลุ่มชาติอังกฤษ จำต้องเจอกับความหมดหวังอีกรอบ ข้างหลังเป็นข้างแพ้จุดลูกโทษต่อ อิตาลี 2-3 ที่สนาม เวมบลีย์ ในเกมนัดชิงแชมป์ ฟุตบอลยูโร 2020 เมื่อคืนนี้วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564   ทำให้พวกเขายังจำต้องรอคอยการบรรลุผลถัดไปในทัวร์นาเมนต์รายการใหญ่ โดยคราวสุดท้ายที่พวกเขาทำสำเร็จเป็นการครอบครองแชมป์ฟุตบอลโลก เมื่อปี 1966 หรือย้อนกลับไปเมื่อ 55 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามมีหลายเสียงวิจารณ์ข้างหลังเกมอย่างยิ่ง เกี่้ยวกับการตัดสินใจของ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือชาติอังกฤษที่เลือกให้นักฟุตบอลอายุน้อยของกลุ่มมาเป็นคนยิงจุดลูกโทษในเกมที่มีแรงกดดันสูง ทั้ง บูคาโย่ ซาก้า (19 ปี), เจดอน ซานโช่ (21 ปี) และ มาร์คัส แรชฟอร์ด (23 ปี) ซึ่งทั้งสามรายพลาดหมด โดยข้างหลังเกม ผู้จัดการทีมฟุตบอลวัย 50 ปี ออกมาแจกแจงถึงเรื่องนี้ว่า “ทุกๆอย่างมันขึ้นกับผม พวกเขามิได้เสนอตัว แต่ว่าผมเป็นคนตัดสินใจมอบหน้าที่นั้นให้พวกเขายิงจุดลูกโทษเอง โดยพินิจพิเคราะห์จากภาพรวมสำหรับเพื่อการฝึกซ้อม ถ้าคุณจะโทษใคร คนนั้นต้องเป็นผม แน่ๆพวกเขาจะมิได้อยู่คนเดียว แต่ว่าพวกเราจะอยู่เคียงคู่เขา”   นอกจากนี้ อดีตปราการหลังสิงโตคำราม ยังได้เปิดเผยถึงต้นสายปลายเหตุว่าเพราะอะไรกลุ่มก็เลยหันมาเล่นเกมรับ และตัดสินใจสลับตัวผู้เล่นที่ช้าเอามากๆ”เราเก็บบอลกันได้ไม่ดีพอเพียง โน่นทำให้เราเจอแรงกดดันที่มากขึ้น การดึงเกมให้ช้าลงจะทำให้พวกผู้เล่นพร้อมที่จะเล่นเกมบุก มันก็ราวกับการเดิมพัน ถ้าหากเราเปิดเกมรุกแลกที่ผ่านมา เราก็อาจจะแพ้ในช่วงทดเวลาก็เป็นได้”

Read More

บทสรุปศึกยูโร 2020 : ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ดาวซัลโว, จอมแอสซิสต์, ดาวรุ่งยอดเยี่ยม ,สถิติอื่นๆที่น่าสนใจ

หลังจากที่ อิตาลี ผงาดได้แชมป์ ยูโร 2020 ถึงประเทศอังกฤษ หลังเสมอใน 120 นาที 1-1 ก่อนเอาชนะจุดโทษพิจารณา 3-2 ได้แชมป์มาครอบครองเป็นยุคที่สองภายหลังจากเคยคว้าทำได้สำเร็จในปี 1968 ทางยูฟ่าได้ประกาศรางวัลต่างๆที่เกิดขึ้น หลังจบทัวร์นาเมนท์นี้ในทันที ส่วนจะมีอะไรที่น่าดึงดูดกันบ้างไปติดตามกันได้เลย ผู้เล่นดีเลิศของ : จานลุยจิ ดอนนารุมมา (อิตาลี)   นักเตะวัย 22 ปีรายนี้กำลังย้ายจาก เอซี มิลาน ไปร่วมกลุ่ม กรุงปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้โชว์เซฟสองจุดโทษสำหรับเพื่อการดวลจุดโทษของกับ อังกฤษ เมื่อคืนที่ เวมบลีย์ และช่วยทำให้กลุ่มของเขาได้แชมป์ ยุโรป สำเร็จ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1968 นอกจากนี้เขายังเป็นผู้รักษาประตูคนที่สองที่ได้รับรางวัลดังกล่าวต่อจาก ปีเตอร์ ชไมเคิล ของ เดนมาร์กในปี 1992 เขาเก็บคลีนชีตได้สามนัดหมายและเสียสี่ประตูใน ทัวร์นาเมนต์ จากการลงเล่นไป 719 นาที มากยิ่งกว่าผู้เล่นคนอื่นในรายการ ทำเนียบนักเตะดีเลิศ ศึกยูโร 7 ครั้งปัจจุบัน – ปี 2020 : จานลุยจิ ดอนท้องนารุมมา (อิตาลี) – ปี 2016 : อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส) – ปี 2012 : อันเดรส อิเนียสต้า (ประเทศสเปน) – ปี 2008 : ชาบี้ เอ้อร์นานเดซ (ประเทศสเปน) – ปี 2004 : ธีโอโดรอส ซาโกราคิส (กรีซ) – ปี 2000 : เซเนดีน ซีดาน (ฝรั่งเศส) – ปี 1996 : มัทธีอัส ซามเมอร์ (เยอรมนี) ดาวรุ่งดีเลิศ – เปดรี (ประเทศสเปน)   เวลาที่ เปดรี กองกลางของ ประเทศสเปน จาก บาร์เซโลนา ผงาดเอารางวัลดาวรุ่งดีเลิศประจำทัวร์นาเมนต์ นักเตะวัย 18 ปีลงเล่นดูเหมือนจะทุกนาทีให้กับกลุ่มชาติของเขาหลังถูกสลับตัวออกจากสนามในช่วงต่อเวลาพิเศษในรอบก่อนรองชนะเลิศที่พบกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนหมดเวลาเพียงนาทีเดียวเท่านั้น “สิ่งที่เปดรีทำในทัวร์นาเมนต์นี้ ตอนอายุ 18 ยังไม่มีใครทำ แม้แต่อันเดรส อิเนียสต้าเองก็มิได้ทำแบบงั้น มันช่างไม่น่าเชื่อ ไม่ซ้ำใคร” หลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้จัดการทีมกล่าว ดาวซัลโว : คริสเตียโน โรนัลโด้ (ประเทศโปรตุเกส)   คริสเตียโน โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์กลุ่มชาติประเทศโปรตุเกส ที่ทำได้ 5 ประตูพอๆกับ ปาตริก ชิก แนวรุกกลุ่มชาติสาธาณรัฐเช็ก แต่ว่าตัวรุกแดนฝอยทองทำได้ 1 แอสซิสต์ ทำให้ โรนัลโด้ เอารางวัลดาวซัลโวประจำศึกยูโร 2020 ไปครอบครอง สถิติอื่นๆที่น่าดึงดูด ชิงชัยรวม 51 นัดหมาย ยิงกันทั้งปวง 142 ประตู – เฉลี่ย 2.79 ประตูต่อเกม กลุ่มที่ทำประตูมากที่สุด อิตาลี – 13 ประตู คลีนชีตมากที่สุด อังกฤษ – 5 เกม […]

Read More

แรงนะเนี่ย! “กูร์กตัวส์” พลั้งปากลั่น “มาร์กซิยัล” ถือเป็นหน้าแข้งดังหรอ?

ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้เฝ้าประตูทีมชาติเบลเยียมของ เรอัล มาดริด สมาพันธ์ยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา ประเทศสเปน หลุดตั้งปัญหาถึง อ็องโตนี มาร์กซิยัล กองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่านับเป็นนักฟุตบอลระดับสตาร์เหรอ? ระหว่างการสนทนาในรายการ Pickx กับ แยน แฟร์เกน แนวรับเพื่อนร่วมชาติ โดยในรายการ กูร์กตัวส์ถูกแฟร์เกนถามคำถามว่า “ให้เลือกนักฟุตบอลระดับสตาร์ 3 คน ที่ไม่ได้ลงเล่นในยูโรครั้งนี้” ซึ่งกูร์กตัวส์ก็ตอบว่า “เซร์คิโอ รามอส รวมทั้ง เอ่อ.. เอ่อ..” ก่อนที่จะเขาจะหัวเราะในเชิงยอมด้วยเหตุว่าคิดชื่อเพิ่มไม่ออก ทำให้แฟร์ทองเกนเฉลย โดยลิสต์รายนามนักฟุตบอลให้ฟัง ไล่ตั้งแต่ เอ้อร์ลิง ฮาลันด์, อ็องโตนี มาร์กซิยัล, มาร์ก-อังเดร แทร์ สเตเกน, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, นิโกโล ซานิโอโล, มอยเซ คีน, เอดิน เซโก, แยน โอบลัก, มิราเลม ปานิช.. […]

Read More

เดือดก่อนชิงดำ! “เนย์มาร์” ของขึ้นไล่พวกแซมบ้าปันดวงใจไปตายซะ

โหมโรงก่อนศึกโคปา อเมริกา 2021 นัดหมายชิงแชมป์ ที่จัดแจงฟาดหน้าแข้งกันรุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564 เวลา 07.00 น. ตามเวลาของไทย อย่างที่แฟนบอลทราบดี ปีนี้เป็นการแข่งระหว่างคู่ต่อสู้ในฝัน คู่รักคู่แค้นชั่วกัลปวสานอย่าง เจ้าภาพ ทีมชาติบราซิล พบกับ ทีมชาติอาร์เจนตินา ปัจจุบัน เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิล ออกโรงจวกแฟนบอลเพื่อนร่วมชาติ หลังมีกระแสไม่น้อยที่ออกมาหนุนทัพฟ้าขาวให้ครอบครองแชมป์โคปา อเมริกา โดยเหตุผลเนื่องจากเป็นสาวกของ ลิโอเนล เมสซี จอมบุกจากบาร์เซโลนานั่นเอง สำหรับจุดเริ่มเรื่องราวดังที่กล่าวผ่านมาแล้วนี้ เกิดขึ้นเมื่อ ฟาบิโอลา อันดราเด ผู้สื่อข่าวหญิงสายกีฬาของบราซิล ออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องการที่จะให้เมสซีได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยคุณได้โพสต์ว่า “ก่อนจะเอาก้อนหินมาเขวี้ยงใส่ฉันในที่สาธารณะ ฟังฉันชี้แจงก่อน ฉันรักบราซิล ฉันรักแวดวงบอลบราซิเลียน ใช่ ฉันมีเพื่อนพ้องชาวอาร์เจนไตน์ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย แม้กระนั้นฉันมิได้เชียร์อาร์เจนตินา ในเกมนัดหมายชิงโคปา อเมริกา ฉันก็จะไม่เชียร์พวกเขา ไม่เลย แม้กระนั้นฉันเชียร์เนื่องจากฉันรักบอล รวมทั้ง ลิโอ เมสซี @leomessi ชายคนนี้จะต้องได้แชมป์ในสีเสื้อทีมชาติของเขา! มันเป็นเรื่องที่เที่ยงธรรม!” ภายหลังจากโพสต์ของผู้รายงานข่าวสาวดังที่กล่าวผ่านมาแล้วได้เผยแพร่ออกไป ปรากฎว่ามีคู่รักบอลไม่น้อยล้วนเชื่อตามความเห็นของอันดราเด ซึ่งดูเหมือนจะทั้งหมดก็ให้เหตุผลคล้ายคลึงกันนั่นคือ สรรเสริญในฝีเท้าของจอมบุกจากชาติคู่รักคู่แค้น รวมทั้งอยากให้สมหวังเสียเชิงในวัย 34 ปี อีกทั้งแฟนบอลบราซิลยังขุ่นเคืองจากความไม่ประสบผลสำเร็จของทัพแซมบ้าชุดนี้มาจากบอลโลก 2018 ด้วยทำให้ปัจจุบัน เนย์มาร์ ถึงกับอดรนทนไม่ได้ ออกมาโพสต์ลงไอจีสตอรีในประเด็นนี้ยาวเหยียดว่า “ผมคือคนบราซิล เป็นด้วยความรักอย่างเต็มองอาจ ความฝันของผมชั่วชีวิตคือการได้เล่นให้ทีมชาติรวมทั้งได้ฟังแฟนบอลส่งเสียงร้องเกื้อหนุน” “ผมไม่เคยจู่โจมหรือคิดจะจู่โจมบราซิล เวลาพวกเขาแข่งอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา, ประกวดนางงาม หรือออสการ์” “หากสิ่งนั้นคือบราซิล เนื่องจากผมคือคนบราซิล รวมทั้งไม่ว่าใครที่เป็นคนบราซิล ส่วนคนบราซิลที่เห็นต่างออกไป ก็ช่างเถิดนะ ผมให้ความเคารพ แม้กระนั้นไปลงนรกซะเถอะ” สำหรับ เนย์มาร์ ทำไปแล้ว 2 ประตูให้บราซิลในทัวร์นาเมนต์นี้ นัดหมายที่พบ ทีมชาติเวเนซุเอลา รวมทั้ง ทีมชาติเปรู ใน 2 เกมแรกของรายการ แล้วหลังจากนั้นเขายิงมิได้อีกเลย แม้กระนั้นบราซิลก็ยังแข็งพอที่จะผ่านเข้ามาถึงนัดหมายชิงแชมป์ โดยนัดหมายนี้จะเป็นครั้งแรกนับจากปี 2007 ด้วย ที่บราซิลจะได้เจอหน้ากับอาร์เจนตินาในรอบชิงแชมป์ ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาบราซิลเคยเป็นแชมป์ 9 ยุค ส่วนอาร์เจนตินาเป็นแชมป์ 14 ยุค รวมทั้งมีลุ้นทาบสถิติสูงสุด 15 ยุคของอุรุกวัยในวันพรุ่ง

Read More

เบื้องหลังเหตุการณ์อีริคเซ่น เมื่อการถึงแก่กรรมของโฟเอ้ ช่วยเซฟชีวิตเพื่อนฝูงร่วมอาชีพรุ่นลูก

วินาทีที่ คริสเตียน อีริคเซ่น หมดสติแล้วก็ล้มลงสู่พื้น แล้วก็จะต้องได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน อาจทำให้ภาพเหตุการณ์การสิ้นไปในสมัยก่อน ถอยกลับเข้ามาในความนึกคิดของเหล่าแฟนบอล มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ อาจจะเป็นเคสแรกๆที่คนไม่ใช่น้อยจดจำได้ดิบได้ดี ภาพที่เขาหมดสติล้มลงกึ่งกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนถึงจะต้องถูกแบกออกไปดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นข้างสนาม แม้กระนั้นสุดท้ายก็ไม่อาจช่วยของเขาเอาไว้ได้เสร็จ จนถึงการสิ้นไปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เปลี่ยนมาเป็นรอยด่างพร้อยประจำการแข่งขัน สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003 แม้กระนั้นการสูญเสียในตอนนั้น ก็ได้แผ้วถางทางสู่อนาคตสำหรับการช่วยนักฟุตบอลในสนาม เข้มแข็งขนาดไหนก็ล้มได้ ถึงแม้นักเตะอาชีพ จะเป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี วิ่งเต็มดูดได้ตลอดทั้ง 90 นาทีที่อยู่ในสนาม แต่กลับมีผู้เล่นมากกว่า 100 คน ที่เคยล้มลงกึ่งกลางสนาม ซึ่งมากกว่าครึ่งนั้น มิได้โชคดีเหมือนกันกับมิดฟิลด์ของแดนโคนมรายนี้ หนึ่งในกรณีที่คนไม่ใช่น้อยจดจำได้ดิบได้ดี คือรายของ มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ มิดฟิลด์ตัวรับวัย 28 ปี ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ร่วมกองทัพกลุ่มชาติแคเมอรูน ลงเตะใน สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003 ที่ประเทศฝรั่งเศส โฟเอ้ ลงเล่นในแมตช์ที่ แคเมอรูน เอาชนะ บราซิล กับ ประเทศตุรกี ไปได้ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะได้พักในเกมที่พบกับ สหรัฐอเมริกา แล้วก็กลับมาเป็น 11 ตัวจริงในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะต้องเจอหน้ากับ โคลอมเบีย ที่สนาม สตาด เดอ แฌร์ล็อง เมืองลียง แมตช์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นดำเนินมาถึงนาทีที่ 72 อยู่ๆโฟเอ้ ก็ล้มลงกึ่งกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยไม่มีผู้ใดอยู่รอบกายตัวเขาเลย ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกม แล้วก็เรียกให้กลุ่มหมอเข้ามาดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นเขาในสนาม ก่อนที่เขาจะถูกแบกออกมาปั๊มหัวใจที่ข้างสนาม แล้วส่งไปรับการดูแลรักษาที่ศูนย์การแพทย์ของ สตาด เดอ แฌร์ล็อง แต่ข้างหลังเพียรพยายามกู้ชีพอยู่นานกว่า 45 นาทีก็ไม่เป็นผล เขาเสียชีวิตลงหลังจากนั้น วินฟรีด เชเฟอร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลชาติ แคเมอรูน ณ ในตอนนั้น เผยออกมาว่าเขาอยากเปลี่ยนตัว โฟเอ้ ออกมาจากสนามก่อนหน้านั้น เพราะว่าตลอดตัวเขาแล้วก็กลุ่มหมอ เห็นว่ามิดฟิลด์รายนี้มีลักษณะอาการล้า แล้วก็เขยื้อนได้ช้าลง แม้กระนั้นเจ้าตัวยังอยากเล่นต่อ เพื่อช่วยให้กลุ่มชาติของเขาไปสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้ แมรี่-หฝ่าส์ โฟเอ้ เมียของดาวเตะรายนี้ ระบุว่ามิดฟิลด์จาก แมนฯ ซิตี้ มีลักษณะอาการท้องร่วงมา 2-3 วันแล้ว รวมทั้งมีปัญหากับกระเพาะอาหารของเขาด้วย แม้กระนั้นเจ้าตัวยังคงรับรองที่จะลงเล่นให้กับกลุ่มต่อ โฟเอ้ เสียชีวิตซึ่งๆหน้าเมียของเขา ที่เข้ามารับชมเกมข้างสนามในนัดหมายนั้น ผลของการชันสูตรพลิกศพของมิดฟิลด์รายนี้ พบว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy ซึ่งโรคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุก 1 ใน 500 คนทั้งโลก พบได้ทั่วไปได้บ่อยในผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แล้วก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตชั้น 1 ของผู้มีอายุน้อยกว่า 35 ปี หัวข้อก็คือ โฟเอ้ มีโอกาสรอดชีวิตด้วย แม้ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องอย่างทันการ แม้กระนั้นเวลานี้ แทบจะไม่มีผู้ใดคาดหวังว่านักฟุตบอลที่มีสุขภาพแข็งแรงแบบงี้ จู่ๆจะล้มครืน จนถึงขั้นเสียชีวิต นั่นจึงทำให้ สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ ตัดสินใจยกเครื่องทางด้านการแพทย์ใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ชีวิตจะต้องมาก่อน ภายหลังเคสของโฟเอ้ อย่างแรกที่ถูกเอามาเอ๋ยถึง คืออาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือเรียกแบบย่อว่า SCA (Sudden Cardiac Arrest) ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเมื่อ แล้วก็ทุกหนทุกแห่ง โดยไม่แยกว่าคุณจะมีร่างกายที่แข็งแรงแค่ไหนก็ตาม สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ อยากรับประกันว่าผู้เกี่ยวข้องกับแวดวงฟุตบอลจะต้องรู้เรื่องหัวข้อดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยยิ่งไปกว่านั้นกับเจ้าหน้าที่หมอ ที่จึงควรเข้ารับการฝึกอบรมขั้นตอนสำหรับการช่วย แม้พบผู้เล่น หรือผู้ตัดสินเจออาการ SCA ขึ้น แม้ผู้เล่นล้มลงไปกับพื้น โดยไม่มีการปะทะกับผู้เล่นรายอื่น และไม่ตอบสนองหรือหมดสติไป กลุ่มหมอสามารถวิ่งลงไปช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ตัดสินเป่านกหวีดอนุญาต เพราะว่าพวกเขาอาจมีเวลาเพียงแค่ 2 นาที ภายหลังที่นักฟุตบอลล้มลงไป ที่จะจะต้องปั๊มหัวใจเพื่อทำ CPR แล้วก็ใช้เครื่อง AED นำไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นตามจังหวะปกติ เพราะว่ายิ่งผ่านเวลาไปนานเท่าไร ช่องทางสำหรับการรอดชีวิตก็ยิ่งเลือนรางลงไป ในกรณีของ โฟเอ้ ไม่มีผู้ใดทำ CPR ให้เขาเลย ถึงแม้เขาจะหมดสติไปนานกว่า 6 นาทีแล้ว ถึงแม้เจ้าตัวจะมีลักษณะอาการตาเหลือก และไม่ตอบสนองก็ตาม อาจเพราะว่าแทบจะไม่เคยปรากฏเลยว่ามีกรณีที่นักเตะกำเนิดหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ระหว่างกำลังลงเล่นอยู่ในสนาม แม้กระนั้นนั่นก็ทำให้กลุ่มหมอ ผู้ตัดสิน สตาฟ แล้วก็ผู้เล่นต่างๆได้ทราบจักกับการเสี่ยงที่อาจย่างกรายมาหาพวกเขาได้ตลอดเวลา ทำให้หลายทีมเริ่มมีการเตรียมความพร้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเครื่องใช้ไม้สอยหมอที่ครบถ้วนกว่าเดิม รวมถึงกำหนดให้เครื่อง AED ควรจะมีประจำอยู่ทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแมตช์แข่งขันจริง หรือระหว่างการฝึกหัดก็ตาม ในปี 2006 สมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ ได้เพิ่มมาตรการตรวจเช็คร่างกายของนักฟุตบอลทุกคนก่อนเริ่มเกม เพื่อตรวจดูความเปลี่ยนไปจากปกติของหัวใจ ถึงแม้พวกเขาไม่อาจตรวจพบทุกความเปลี่ยนไปจากปกติได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้กระนั้นก็เพียงพอที่จะคัดเลือกกรองความพร้อมของผู้เล่นในระดับหนึ่ง แล้วก็ในปีเดียวกันนั้น ทางพรีเมียร์ลีก ก็ได้ยกฐานะทางด้านการแพทย์ขึ้นไปอีกขั้น ข้างหลัง ปีเตอร์ เช็ค ผู้รักษาประตูของ เชลซี ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว จากการปะทะกับเข่าของ สตีเฟ่น ฮันต์ จนถึงขั้นหมดสติ แล้วก็จะต้องนอนรอรถพยาบาลในห้องแต่งตัวนานถึงครึ่งชั่วโมง

Read More

มั่งคั่งสุดในวงการ! สื่อเผยอาชีพหลักของ “ไคเปอร์ส” เปานัดชิงฯยูโร 2020

เดลี เมล สื่อดังของประเทศอังกฤษกล่าวว่า บียอร์น ไคเปอร์ส (Bjorn Kuipers) ผู้ตัดสินจากเนเธอร์แลนด์ที่จะลงทำหน้าที่ในนัดชิงดำยูโร 2020 วันอาทิตย์นี้ เป็นผู้ตัดสินลูกหนังที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในโลก สื่อดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วระบุว่า ท่านเปาชาวดัตช์มีเงินส่วนตัวมูลค่าราว 11.5 ล้านปอนด์ (ราว 520 ล้านบาท) เมื่อปี 2016 โดยเจ้าตัวเป็นผู้ร่วมตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีชื่อว่า จัมโบ (Jumbo) ในดินแดนกังหันลม หลังมีดีกรีปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ตั้งแต่สมัยหนุ่มแน่นจากมหาวิทยาลัยรัดค่อยด์ ในเมืองไนจ์เมเกน   ไคเปอร์ส วัย 48 ปี เริ่มอาชีพเชิ้ตดำลูกหนังตั้งแต่ปี 2002 ก่อนขึ้นชั้นเป็นผู้ตัดสินระดับแถวหน้าของยูฟาตั้งแต่ปี 2009 โดยผ่านการลงวินิจฉัยในบอลโลก รอบในที่สุด มาแล้ว 2 สมัย และก็ศึกยูโร รอบในที่สุดอีก 3 สมัย ซึ่งแรงผลักดันในอาชีพนี้ของเจ้าตัวเป็นคุณพ่อ ที่เคยเป็นผู้ตัดสินบอลในระดับครึ่งหนึ่งอาชีพนั่นเอง สำหรับ นัดชิงแชมป์ยูโร 2020 ระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ เจอ ทีมชาติอิตาลี นี้จะถือเป็นอีกเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไคเปอร์ส หลังเคยวินิจฉัยนัดชิงแชมป์เกมระดับสโมสรในถ้วย ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก (2017) และก็ ยูฟา ยูโรปา ลีก (2013, 2018) มาแล้ว   ส่วนในศึกยูโรครั้งนี้ ไคเปอร์สลงทำหน้าที่ไปแล้ว 3 นัด โดยแบ่งเป็นรอบแบ่งกลุ่ม 2 นัด และก็รอบ 8 ทีมในที่สุดอีก 1 นัด ซึ่งในเกมนัดชิงแชมป์นี้ ไคเปอร์สจะได้ทำหน้าที่ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติ ซานเดอร์ ฟาน โรเกล และก็ เออร์วิน เซนสตรา ในฐานะผู้กำกับเส้น โดยมี คาร์ลอส เดล เซร์โร ชาวสเปนเป็นผู้ตัดสินที่ 4

Read More

ตัดเกรด นักฟุตบอลกลุ่มชาติอังกฤษ เกม เชือด เดนมาร์ก 2-1 ทะลุชิงศึกยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 4 กลุ่มท้ายที่สุด คืนวันพุธที่ 7 ก.ค. 2021 อังกฤษ 2-1 เดนมาร์ก สนาม: เวมบลีย์ (ลอนดอน อังกฤษ) คะแนนนักฟุตบอล กลุ่มชาติอังกฤษ จอร์แดน พิคฟอร์ด – 6/10 วันนี้แทบไม่เจอบททดลองมากนัก แต่มองเห็นได้ชัดว่าวันนี้ฟอร์มหลุดไปพอสมควรโดยเฉพาะในตอนที่จำต้องเล่นบอลกับพื้น รวมทั้งการออกบอลมองปราศจากความมั่นใจและขาดความเที่ยงตรงไปมากเลยทีเดียว จอห์น สโตนส์ – 7.5/10 เกมรับปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างกล้าแกร่งในวันนี้ มีจังหวะเข้าสะกัดรวมทั้งบล็อคลูกยิงสวยๆหลายคราว แฮร์รี แม็คแกว่งไกวร์ – 7.5/10 เหมือนกับ สโตนส์ ที่เกมรับเล่นได้อย่างเหนื่ยวแน่น แถมยังได้โอกาสได้เติมขึ้นไปกระแทกลุ้นทำประตูหลายคราว ครอบครองบอลรั้งแน่น ออกบอลถูกต้องแม่นยำ ไม่มีข้อบกพร่องให้เห็นเลย ไคล์ วอล์เกอร์ – 7.5/10 เป็นอีกคนที่โดดเด่นอย่างยิ่งในเกมรับ แม้วันนี้จะแทบมิได้เติมขึ้นสูง แต่การเฝ้าเกมรับทางกราบขวารวมทั้งการหุบเข้ามาช่วยตรงกลางทำได้อย่างไร้ที่ว่ากล่าวในเกมวันนี้ ลุค ชอว์ – 7.5/10 มีบทบาทค่อนข้างจะมากในการเติมเกมรุก ค่อยต่อบอลติดต่อประสานงานกับสหายร่วมกลุ่มทางกราบซ้าย สบโอกาสเติมขึ้นลุ้นเปิดในกรอบจุดโทษสร้างช่องทางให้กลุ่มได้อยู่บ้างเช่นเดียวกัน ดีแคลน ไรซ์ – 7/10 ครึ่งแรกหน้าที่จะเน้นย้ำไปทางเกมรับด้วยการยืนต่ำพยุงคู่เซ็นเตอร์ แต่ในตอนช่วงหลังได้โอกาสเติมเกมขึ้นสูงมากขึ้นช่วยต่อบอลเชื่อมเกมบริเวณกึ่งกลางสนามได้ค่อนข้างจะดี ค้างลวิน ฟิลลิปส์ – 7/10 ตอนครึ่งแรกหน้าที่กับเกมค่อนข้างจะน้อย แต่ภายหลังที่กลุ่มมานะเปิดเกมบุกก็พอเพียงจะมีบทบาทในการช่วยต่อบอลกับกลุ่มอยู่บ้าง เล่นค่อนข้างจะแน่ๆ เอาชัวไว้ก่อนตลอด 120 นาที เมสัน เมานท์ – 6.5/10 ได้โอกาสได้เล่นกับบอลอยู่บ้าง ค่อนเชื่อมเกมในดินแดนหน้า แต่วันนี้หน้าที่ถือว่าไม่โดดเด่นมากนัก

Read More